วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บทความวิทยาศาสตร์


บทความวิทยาศาสตร์


ผู้เขียน: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บุบผา เรืองรอง 
อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
ระดับ : อนุบาลหมวด: เกี่ยวกับอนุบาล

สอนลูกเรื่องเสียง


บทนำ


                  การสอนลูกเรื่องเสียง (Teaching Children about Sound) หมายถึง การจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้เกี่ยวกับคลื่นที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ เมื่อวัตถุสั่นสะเทือนทำให้เกิดการขยายตัวของคลื่นเสียง และถูกส่ง ผ่านตัวกลางคืออากาศไปยังหู เสียงผ่าน ก๊าซ ของเหลว และของแข็งได้ เสียงจะมีระดับเสียงหลายระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ เสียงสูง กลาง ต่ำ ดัง เบา ทั้งนี้ เสียงจะเกี่ยวข้องกับอวัยวะของตัวเรา คือ หู ซึ่งเป็นประสาทสัมผัสสำคัญส่วนหนึ่งของมนุษย์ ใช้ฟังเพื่อการสื่อสาร คนเรารับรู้เสียงได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา เมื่อได้รับการกระตุ้นจากเสียง เพลง เสียงพ่อแม่พูดคุยด้วย นักวิจัยเกี่ยวกับสมองกล่าวว่า ทารกจะพัฒนาระบบการได้ยิน และระบบสมองที่เกี่ยวกับการได้ยิน (Tonotopic map)                                                                        

ครูสอนเรื่องเสียงให้ลูกที่โรงเรียนอย่างไร?


·         กิจกรรมเคลื่อนไหว และจังหวะ ใช้เครื่องดนตรีประกอบกิจกรรม เครื่องดนตรีที่ครูนำมาใช้ อาจเลือกได้ทั้งเครื่อง ดีด สี ตี เป่า เสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะให้เสียงแตกต่างกันไป เด็กได้ยินเสียงดนตรีพร้อมกับครูแนะนำชื่อเครื่องดนตรีให้เด็กได้รู้จัก 
·         กิจกรรมเสริมประสบการณ์ การจัดกิจกรรมเรื่องเสียง เป็นสาระความรู้ที่เด็กเรียนผ่านทักษะพื้นฐานทางวิทยา ศาสตร์ ทักษะทางสังคม ทักษะทางภาษา ตลอดจนเทคโนโลยีง่ายๆที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก
·         กิจกรรมสร้างสรรค์ เด็กๆจะมีความสนุกสนานเมื่อเรียนผ่านการเล่น เมื่อทำกิจกรรมสร้างสรรค์ท่ามกลางเสียง ดนตรีบรรเลง เด็กๆจะปั้นดิน วาดภาพระบายสี สะบัดสี พิมพ์ภาพ หยดสี หยดเทียน โรยทราย ขยำกระดาษ ตามจัง หวะเสียงที่เขาได้ยิน เป็นงานที่สร้างสรรค์ตามจินตนาการของเด็ก
·         กิจกรรมกลางแจ้ง ให้เด็กได้เล่นผ่านเกมที่ใช้เสียง เช่น เกมปิดตาตามหาเพื่อน วิธีเล่นคือ ให้ผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดปิดตา ส่วนเพื่อนที่เหลือจับมือเป็นวงกลมร้องเพลงหรือท่องคำคล้องจองว่า เพื่อนเอยมาทางนี้ ทายดูซิคนนี้คือใครผู้ที่ปิดตาจะเดินตรงไปหาเพื่อน เมื่อจับตัวเพื่อนไว้ แล้วให้ถามว่า เธอคือใคร ผู้ที่ถูกจับตัวจะต้องตอบว่า ฉันคือเพื่อนที่แสนดี เด็กที่ปิดตาจะต้องทายว่าผู้พูดชื่ออะไร ถ้าทายถูก เพื่อนคนนั้นจะต้องมาเป็นผู้ปิดตาแทน
·         เกมการศึกษา ฝึกประสาทหูด้านการฟังจากเกมง่ายๆ เช่น จับคู่ภาพเครื่องดนตรีกับเสียงดนตรีที่ได้ยิน ภาพคนวัยแตกต่างกันกับเสียงต่างๆ (เสียงร้องไห้ หรือ หัวเราะ) จับคู่เสียงที่มาจากวัสดุเดียวกัน 
·         กิจกรรมเสรี


การสอนเรื่องเสียงมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร?


·                                          เด็กได้รับความรู้เรื่องเสียงที่ได้ยิน เป็นเสียงจากอะไร เป็นเรื่องราวที่อยู่ใกล้ตัวเด็กที่ควรรู้ เช่น เสียงของคน สัตว์ คลื่นลม ฝน น้ำไหล เสียงที่เกิดจากการกระทบของวัตถุต่างๆ แต่ละเสียงบ่งบอกความหมายด้วยเช่นกัน เช่นเสียงลมที่พัดแรงพัดกระทบกิ่งไม้ หรือ น้ำทะเล แสดงถึงภัยอันตราย เสียงสุนัขเห่ากระโชกบอกถึงความดุร้าย
·         เด็กจะเห็นคุณค่าและโทษของเสียง สิ่งที่เป็นธรรมชาติย่อมมีคุณและโทษเสมอ คนเราจึงที่ควรเรียนเพื่อเสริม สร้างประสบการณ์ ใช้เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตต่อไป เช่น เสียงที่เราพูดจา ทำให้เราสามารถติด ต่อกันจนเกิดเป็นสังคมของมนุษย์ เสียงดนตรีสร้างอารมณ์ความสุข เสียงจึงมีคุณค่าต่อคนเรา แต่ขณะเดียวกันหากเสียงดังมากไป อาจจะทำให้อันตรายต่อเยื่อแก้วหูของเรา คือทำให้เกิดการฉีกขาดของเยื่อแก้วหู และหูหนวกจนไม่ได้ยินเสียงได้
·         เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติของเสียงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อฝึกความคิดเชิงเหตุผล และปลุกฝังจิตวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กเป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เห็น กระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้ มีความสุขและความสนุกที่ทำงานร่วมกับผู้ อื่น เช่น ฝึกการสังเกตและจำแนกเสียงสัตว์ เสียงวัตถุต่างชนิดกระทบกระแทกกันย่อมมีเสียงแตกต่างกัน การสังเกตจากประสาทหู เป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งที่ใช้พัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ดังนั้นการที่เด็กจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะจำแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความ หมาย และทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูลได้นั้น ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก ได้สืบค้นจากเรื่องเสียง ให้เกิดประโยชน์ดังที่กล่าวมาแล้วได้เป็นอย่างดี
·         การติดต่อสื่อสารในสังคมของคนเรา เสียงใช้สื่อความหมายที่ทำให้เข้าใจความต้องการ เด็กๆได้รับการฝึกฝนการใช้เสียงเพื่อการเข้าสังคมที่เหมาะสม เช่นการเปล่งเสียงเบาและนุ่มนวล จะให้ความรู้สึกถึงจิตใจที่อ่อนโยน จึงเป็นที่รักและการยอมรับในสังคมหรือเป็นมารยาททางสังคมที่เหมาะสม แต่จะแตกต่างจากเสียงตะโกนดังๆ หรือที่เรียกว่าตะคอกนั้น จะไม่เป็นที่สบอารมณ์ของผู้ฟัง เป็นต้น การอบรมบ่มนิสัยเด็กให้ใช้เสียงเหมาะแก่กาลเทศะจึงเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะนิสัยของเด็ก

เกร็ดความรู้เพื่อครู

·         เสียงธรรมชาติที่ทำให้เด็กๆตกใจ เกิดความหวาดกลัว คือเสียง ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ครูควรเข้าใจสาเหตุของการเกิดเช่นนั้นว่า เสียงฟ้าผ่าเป็นเสียงที่เราได้ยินการสั่นสะเทือนของอากาศที่อยู่สูงขึ้นไปในก้อนเมฆ ซึ่งเกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็ว

·         เครื่องบินเจ็ทเป็นเครื่องบินที่เคลื่อนที่รวดเร็วมาก บางครั้งจะเกิดการชนกับอากาศที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งกำลังสะเทือนอยู่แล้วจากเสียงของเครื่องบิน เสียงนั้นเดินทางเร็วอยู่แล้ว แต่เครื่องบินเจ็ทบินเร็วกว่า คนที่อยู่ข้างล่างจึงได้ยินเสียงที่ชนกันเหมือนเสียงระเบิดของอากาศดังลั่นไปหมด 



บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6 


วันพฤหัสบดีที่ 25 เดือน กันยายน พ.ศ. 2557


ชื่อกิจกรรม :  ร่อนลงมา นะเจ้ากระดาษน้อย  (Paper down glider)
อุปกรณ์       :  1. กระดาษสี่รูปเหลี่ยมผืนผ้า  (Rectangle paper)
                       2.  กรรไกร (Scissors)
                          3. คลิปหนีบกระดาษ (Paper clip)

ขั้นตอนการทำ
1. ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Cut a rectangle of paper)
2. พับครึ่งกระดาษตามแนวตั้ง (Fold the paper vertically)
3. ตัดปลายกระดาษเข้าด้านใน จนถึงครึ่งหนึ่งของครึ่งที่ตัดไว้
    (Cutting edges inward So far, half of the half to cut them)
4. พับปลายกระดาษฝั่งตรงกันข้าม โดยพับเข้ามาเล็กน้อย
    (Fold opposite edges)
5. ติดคลิปหนีบกระดาษตรงส่วนปลายกระดาษที่พับเข้า
    (The paper clip at the end of the folded paper)
6. ตกแต่งตามจินตนาการ (Imagination to decorate)

การประดิษฐ์




      สิ่งที่เด็กได้รับ

>> เรียนรู้เรื่องแรงโน้มถ่วง (Gravitation)
>> เรียนรู้เรื่องแรงต้านทาน (Resistance)
>> เรียนรู้วิธีการโยน และลักษณะการร่อนลง
>> ทดลอง และเปรียบเทียบสิ่งประดิษฐ์ที่ตนเองทำขึ้น
>> เด็กได้ใช้ความคิดทั้งเชิงเหตุผล และเชิงสร้างสรรค์
>> เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการลงมือปฏิบัติจริง
>> ได้เล่นร่วมกับเพื่อนๆ อย่างอิสระ
>> กล้าคิด กล้าทำ และภาคภูมิในในผลงานของตนเอง
>> สร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์รอบตัวเด็ก


สรุปบทความวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย




Mind map หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง กล้วย







เทคนิกการสอน


1. การให้ลงมือประดิษฐ์ ของเล่นวิทยาศาสตร์ เพื่อทำการทดลอง
    และเรียนรู้ด้วยตนเอง
2. ทักษะการใช้คำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นการใช้ความคิด 
3. เปิดโอกาสการถามตอบ เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเรียน
    และการทำกิจกรรม
4. ยกตัวอย่างสื่อสิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กสามารถทำได้ มีวิธีทำไม่ซับซ้อน
5. ทักษะการสรุปในการทำ Mind map หน่วยการเรียนรู้ และการยกตัวอย่างประกอบ

การนำไปประยุกต์ใช้


>> สามารถสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยต่อยอด
     จากประสบการณ์ หรือความรู้เดิม
>> นำไปสอนการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น 
     โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการลงมือปฏิบัติจริง
>> การใช้คำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นความคิดของเด็ก 
>> จัดทำแผนการสอน จากการทำ Mind map หน่วยการเรียนรู้ 
      เพื่อจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กอย่างมีประสิทธิภาพ

การประเมินการเรียนการสอน


>> ประเมินตนเอง     : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งการถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน
                                     ตอบคำถามของอาจารย์ ร่วมแสดงความคิดเห็น 
                                    และทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน  พร้อมจดบันทึกความรู้ที่เรียน
>> ประเมินเพื่อน       : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ทุกคนได้ร่วม
                                      แสดงความคิดเห็น และตอบคำถามโดยมีการวิเคราะห์
                                     สิ่งที่อาจารย์ถาม เพื่อให้เข้าใจในการเรียนมากขึ้น
                                     และให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ 
>> ประเมินอาจารย์   : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเหมาะสม มีเทคนิก
                                     ในการสอนโดยใช้คำถามถามปลายเปิด เปิดโอกาสให้นักศึกษา
                                     ได้ถาม - แสดงความเห็น  มีเทคนิกการสอนที่หลากหลาย 
                                          มีการจัดกิจกรรมโดยให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง 
                                     บรรยากาศน่าเรียน และ     สนุกสนาน 




ความลับของแสง

^^ ความลับของแสง ^^





                  นิทานถือเป็นสื่อช่วยสอนให้เด็กมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์  และจะช่วยฝึกทักษะ
ทางภาษามากกว่า 1 ภาษา เนื่องจาก นิทานบางเรื่องมี 2 ภาษา คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ 
นิทานในรูปแบบปัจจุบันมีภาพที่เสมือนจริง ซึ่งจะช่วยให้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ดี

แสง 
                 แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่งที่มีความยาวคลื่นสั้นมาก มีความเร็วถึง 300000 กิโลเมตร/วินาที
 แสงจะช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว ถ้าหากรอบตัวไม่มีแสงก็จะไม่สามารถมองเห็นวัตถุต่างๆได้ 

คุณสมบัติของแสง 
     การทดลองที่ 1

 อุปกรณ์           1.กล่องใบใหญ่มีฝาปิด เจาะรูข้างๆกล่อง
                        2.อุปกรณ์ของต่างๆ เช่น ตุ๊กตา
 วิธีการทดลอง  1. นำกล่องใบใหญ่มีฝาปิด เจาะรูข้างๆกล่อง นำของต่างๆมาใส่กล่อง เช่น ตุ๊กตาจากนั้นปิดฝากล่อง แล้วมองผ่านรูที่เจาะจะไม่สามารถมองเห็น ตุ๊กตาเนื่องจากด้านในกล่องมีความมืดสนิท ค่อยๆเปิดฝากล่อง แล้วเจาะรูเพิ่ม เอาไฟฉายส่องไปในรูที่เจาะใหม่ จะเห็นของในกล่อง
            แสดงว่าเราจะสามารถมองเห็นวัตถุในกล่องได้ เพราะมีแสงส่องโดนวัตถุและแสงสะท้อนกระทบกับวัตถุเข้ามาที่ตาของเรา จึงสามารถมองเห็นวัตถุได้
     

    การทดลองที่ 2
 อุปกรณ์            1.กระดาษสีดำ เจาะรูตรงกลางให้เท่ากัน 2 แผ่น

วิธีการทดลอง   1.เปิดไฟในห้องมืด นำกระดาษแผ่นแรกวางคั่นแสงกับพื้นห้อง จะเห็นเพียงแสงที่ผ่านรูเท่านั้น แล้วลองเอาแผ่นที่ 2 ทับก็จะเห็นเพียงแสงที่ผ่านรูเหมือนกัน

     
    การทดลองที่ 3 

อุปกรณ์          1. กล่องกระดาษเจาะรูข้างกล่อง
                       2.ภาพต้นแบบ
วิธีการทดลอง 1.ส่องไฟจากภาพต้นแบบให้แสงผ่านรูเล็กๆ ภาพจะปรากฏบนกระดาษไข แล้วลองปรับภาพต้นแบบให้เลื่อนเข้า เลื่อนออก จะทำให้เกิดภาพเล็กภาพใหญ่ แต่จะเห็นเป็นภาพกลับหัวเพราะแสงวิ่งเป็นเส้นตรงตกกระทบด้านล่าง แล้วสะท้อนกลับด้านบนทำให้ภาพเป็นภาพกลับหัว             

        จากการทดลองแสดงว่า คุณสมบัติของแสง คือ แสงจะเดินทางเป็นเส้นตรง ไปกระทบกับวัตถุและสะท้อนจากวัตถุเป็นเส้นตรงเหมือนกัน


การสะท้อนของแสง 


    การทดลองที่ 1
อุปกรณ์      1. ไฟฉาย
                  2. กระจกเงา
การทดลอง 1. วางกระจกไว้ที่พื้น ฉายไฟฉายลงบนกระจกเงา แสงจะสะท้อนกลับมาเป็นแนวเส้นตรง เมื่อลองเปลี่ยนทิศทาง คือ หันแสงไปทางอื่นแสงจะสะท้อนไปทางตรงกันข้ามเสมอ เพราะลำแสงที่สะท้อนไปจะเป็นมุมที่เท่ากับมุมสะท้อนกลับ
    

    การทดลองที่ 2  เรียกการทดลองนี้ว่า กระจกฮาไรโดสโคป

อุปกรณ์      1. กระจกเงา 3 บาน
                  2. ภาพ
การทดลอง 1. นำกระจกเงา 3 บานมาติดกันให้เป็นสามเหลี่ยม เมื่อส่องภาพเข้าไปจะเกิดภาพมากมายเนื่องจาก การสะท้อนแสงและมุมกระจกจะทำให้เกิดภาพ


การหักเหของแสง คือ การเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของแสง

เช่น การฉายแสงผ่านน้ำ ถ้าเป็นเส้นตรง แสงก็จะตรง ถ้าฉายแสงเฉียงแสงก็จะเฉียงตาม เนื่องจากน้ำมีความหนาแน่นมาก ทำให้แสงเคลื่อนที่ช้าการหักเหของแสงจะเดินทางจากมวลอากาศมาก ไปสู่มวลอากาศที่น้อย จึงเกิดการหักเห
     การทดลอง  อ่านหนังสือผ่านแก้วที่ใส่น้ำจนเต็ม จะพบว่าการหักเหของแสงจะกระจายออกทำให้ตัวหนังสือที่เห็นใหญ่ขึ้น

การทดลองการหักเหของแสงโดยผ่านการทดลองที่เรียกว่า รุ้งกินน้ำ

     การทดลองที่ 1 นำน้ำใส่อ่างแก้ว ประมาณครึ่งอ่าง นำกระจกเล็กๆจุ่มลงไปเฉียงทำมุมขึ้นมา แล้วจะเห็นการสะท้อนขึ้นมาเป็นสีรุ้งกินน้ำ
    การทดลองที่ 2 หันหลังให้ดวงอาทิตย์ แล้วฉีดน้ำ จากนั้นสังเกตจากละอองน้ำ รุ้งกินน้ำจะเกิดตรงข้ามกับพระอาทิตย์เนื่องมาจากการหักเหของละอองน้ำ
    คุณสมบัติ วัตถุแต่ละชนิดจะดูดคลื่นแสง สะท้อนกับวัตถุทำให้เห็นสีต่างๆ


เงา     เป็นสิ่งที่คู่กับแสง เพราะเงาจะตรงกันข้ามกับแสง
การทดลอง ส่องไฟตรงกับวัตถุจะเกิดเงาดำๆ บนพื้นที่วางวัตถุไว้ เป็นรูปวัตถุนั้นๆถ้าส่องตรงกับวัตถุเงาที่สะท้อนจะเป็น 2 เงา เนื่องจากแสงเดินทางผ่านเป็นเส้นตรงดูดกลืนแสงวัตถุมา เงาจะเกิดทุกครั้งที่มีวัตถุมาขวางทางเดินของแสง




บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5 


วันพฤหัสบดี ที่ 18 เดือนกันยายน พ.ศ. 2557


กิจกรรมในชั้นเรียน

ชื่อกิจกรรม   >> พลิกไป พลิกมา ภาพนี้สวยจัง (Turn and Turn)
อุปกรณ์         >> กระดาษ (Paper)
                       >> สีไม้ หรือสีเมจิก (Colour)
                       >> ไม้ลูกชิ้น หรือไม้ตะเกียบ (Chopstick) 
                       >> กาว(Glue)




ขั้นตอนในการทำ

1. นำกระดาษมา 1 แผ่น
2. พับครึ่งกระดาษ ให้พอดี
3. วาดภาพสิ่งที่เชื่อโยงกัน ทั้ง 2 ด้าน
4. ระบายสีให้สวยงาม
5. นำไม้ลูกชิ้น หรือไม้ตะเกียบ ทากาวติดเข้ากับตรงกลาง 
    ด้านในของกระดาษที่พับปะกบไว้
6. ใช้มือปะกบที่ด้ามไม้ แล้วหมุนมือ พลิกไป พลิกมา 
    จะเกิดเป็นภาพที่เชื่อมโยงกัน อย่งสวยงาม

ผลงาน "ดอกไม้แสนสวย"





ทักษะ และความรู้ที่เด็กได้รับจากการทำกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้

1. เกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้คิดตามจินตนาการของตนเอง
2. สร้างสรรค์ผลงานได้ด้วยตัวเอง
3. ได้มีปฏิสัมพันธ์ ในการประดิษฐ์ และเล่นร่วมกันกับเพื่อน
4 . ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในการประดิษฐ์
5. เด็กอารามณ์ดี มีความสุข
6. เด็กสามารถเชื่อมโยงภาพที่สอดคล้องกันได้
7. เด็กได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของภาพ

การนำเสนอ บทความวิทยาศาสตร์ (Science Article)

1. เด็กปฐมวัยเรียนรู้ " สะเต็มศึกษา" 
    ผ่านโครงงานปฐมวัย (Childhood Project)
    จัดโครงการโดย สสวท. จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อให้ เด็กได้รู้จักการแก้ปัญหา
    (Learning to solve a problem) 
    และการแสวงหาความรู้(Seek knowledge)
    คำว่า " STEM " มาจาก S >> Science
                                          T >> Technology
                                          E >> Engineer
                                          M >> Math
    
    แนวคิด 

1. ครูเน้นการบูรณาการ
2. ครูเน้นการเชื่อโยงกับเนื้อหา
3. พัฒนาทักษะ
4. ท้าทายความสามารถ
5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น

2. เด็กปฐมวัยไขคำตอในวันวิทยาศาสตร์น้อย ในหัวข้อ

              " โลกของเราดำเนินอยู่ได้อย่างไร" 

                        จัดขึ้นในปี พ.ศ. 2556

>> เน้นการสร้างประสบการณ์ (Experience) และการเรียนรู้ (Learning)
>> กระตุ้นการเรียนรู้ และค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน (Solve)
>> ปลูกฝังวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัย
>>  สอนให้เด็กตระหนักถึงการใช้ทรัพยากร อย่างยั่งยืน


3. บ้านฉันเป็นค่ายวิทยาศาสตร์

    พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง จัดค่ายวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ 
 และปลูกฝังการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้กับเด็ก ซึ่งเด็กปฐมวัยเป็นช่วงแห่งการเรียนรู้
 เด็กได้สังเกต ค้นหาคำตอบในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ ด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์
 รู้จักการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทำให้เด็กรักในการเรียนวิทยาศาสตร์

การนำไปประยุกต์ใช้

>> สามารถจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เด็กสนใจ 
>> สอนให้เด็กได้คิด และค้นหาคำตอบ ด้วยตนเอง โดยการประดิษฐ์หรือการทดลอง
>> สามารถศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง 
      โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
>> ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ คือเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 
>> สามารถนำการถามโดยใช้คำถามปลายเปิดกับเด็ก เพื่อการคิด และเข้าใจที่ถูกต้อง

เทคนิกในการสอน (Teaching Skill)

>> การให้เด็กได้ทดลอง หรือประดิษฐ์ เพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเองในสิ่งที่อยากรู้ 
>> ทักษะการใช้คำถามปลายเปิด
>> ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์
>> การศึกษาหาบทความด้วยตนเอง และนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆได้ทราบ
>> ทักษะการพูด
>> ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี


การประเมินการเรียนการสอน


>> ประเมินตนเอง     : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งการถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน
                                     ตอบคำถามของอาจารย์ และร่วมแสดงความเห็น 
                                    พร้อมจดบันทึกเนื้อหาโดยสรุปความ
>> ประเมินเพื่อน       : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ทุกคนได้ร่วม
                                      แสดงความคิดเห็น และตอบคำถามโดยมีการวิเคราะห์
                                     สิ่งที่อาจารย์ถาม เพื่อให้เข้าใจในการเรียนมากขึ้น
>> ประเมินอาจารย์   : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเหมาะสม มีเทคนิก
                                     ในการสอนโดยใช้คำถามถามปลายเปิด เปิดโอกาสให้นักศึกษา
                                     ได้ถาม - แสดงความเห็น  บรรยากาศน่าเรียน และสนุกสนาน        


                                                      

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่4

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4 

วันพฤหัสบดีที่ 11 เดือนกันยายน พ.ศ. 2557

เนื้อหา >> การนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

                 มีเรื่องที่นำเสนอดังต่อไปนี้


1. หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย > เนื้อหาสำคัญน้อยกว่าการค้นพบทดลอง 

    ควรให้เด็กเรียนรู้ตามธรรมชาติ การเรียนรู้ คือการเล่นโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 

2. วิทยาศาสตร์กับเด็ก> คิด - วิเคราะห์ - ประเมิน 

3. โครงการวันนักวิทยาศาสตร์น้อย > อพวช. สอนเกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ

4. ลดภาวะโลกร้อน > แยกขยะ, ใช้ของอย่างประหยัด ให้เด็กได้เรีนรู้สิ่งแวดล้อม 

วิทยาศาสตร์ หมายถึง การศึกษาสืบค้น และจัดระบบความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ

อาศัยกระบวนการแสวงาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเพื่อค้นหาความจริง 

เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่ยอมรับโดยทั่วไป


สรุป บทความเป็น Mind map ดังนี้




แนวคิดพื้นฐาน

1. การเปลี่ยนแปลง

2. ความแตกต่าง

3. การปรับตัว

4. การพึ่งพาอาศัยกัน

5. ความสมดุล

การศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์

1. ขั้นกำหนดปัญหา(ใช้คำถาม)

2. ขั้นตั้งสมมุติฐาน

3. ขั้นรวบรวมข้อมูล

4. ขั้นลงข้อสรุป


เจตคติทางวิทยาศาสตร์

1. ความอยากรู้ อยากเห็น 

2. ความเพียรพยายาม

3. ความมีเหตุผล

4. ความซื่อสัตย์

5. ความมีระเบียบ และรอบคอบ

6. ความใจกว้าง

ความสำคัญ และประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์

1. ตอบสนองความต้องการตามวัย

2. พัฒนาทักษะกระบวนการมางวิทยาศาสตร์ 

3. เสริมสร้างประสบการณ์ 

4. พัฒนาการทางความคิดรวบยอดพื้นฐาน

5. พัฒนาทักษะการแสวงหาวามรู้ทางวิทยาศาสตร์ 

6. สร้างความเชื่อมั้นในตนเอง 

    ฯลฯ

สรุปการเรียนการสอนเป็น Mind map ดังนี้




การนำไปประยุกต์ใช้


>> สามารถจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เด็กสนใจ 
>> สอนให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิทยาศาสตร์ 
     ซึ่งวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่คือเรื่องที่ใกล้ตัวเรา
>> สามารถศึกษาสิ่งต่างๆ ตามวิธีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้ 
     เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง
>> ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ คือเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 

เทคนิกในการสอน

>> ทักษะในการใช้คำถามปลายเปิด
>> ทักษะการสังเกตุ และการคิดวิเคราะห์ - คิดสร้างสรรค์
>> ทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยี ในการจัดการเรียนการสอน


การประเมินการเรียนการสอน

>> ประเมินตนเอง     : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งการถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน
                                     ตอบคำถามของอาจารย์ และร่วมแสดงความเห็น 
                                    พร้อมจดบันทึกเนื้อหาโดยสรุปความ
>> ประเมินเพื่อน       : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ทุกคนได้ร่วม
                                      แสดงความคิดเห็น และตอบคำถามโดยมีการวิเคราะห์
                                     สิ่งที่อาจารย์ถาม เพื่อให้เข้าใจในการเรียนมากขึ้น
>> ประเมินอาจารย์   : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเหมาะสม มีเทคนิก
                                     ในการสอนโดยใช้คำถามถามปลายเปิด อารมณ์ดี 
                                     ยิ้มร่าเริง และสนุกสนาน ทำให้เรียนไม่เครียด


วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3 

วันพฤหัสบดีที่ 4 เดือนกันยายน พ.ศ. 2557


เนื้อหา            >> รอยหยักในสมองเกิดจากประสบการณ์ และการเรียนรู้
คุณลักษณะตามวัย คือพฤติกรรมในแต่ละวัยที่สะท้อน หรือขยายมาจากพัฒนาการ 
ด้านร่างกาย    >> สุขภาพอนามัย, การเคลื่อนไหว
ด้านอารมณ์    >> การแสดงออกทางความรู้สึก, การรับรู้ความรู้สึก 
ด้านสังคม       >> การอยู่ร่วมกับผู้อื่น, การช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น
ด้านสติปัญญา >> ภาษา    > บอกชื่อตนเองได้, บอกสิ่งต่างๆ, สนทนาโต้ตอบ 
                        >> การคิด  > คิดเชิงเหตุผล > วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ 
                                            > คิดเชิงสร้างสรรค์ 

ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย 3-5 ปี

1. ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจ                      6. ชอบถาม "ทำไม" ตลอดเวลา
2. ช่วยตนเองได้                                           7. อยากรู้ อยากเห็นสิ่งรอบตัว
3. ชอบเล่นแบบคู่ขนาน                                8. สนใจนิทาน และเรื่องราวต่างๆ 
4. พูดประโยคยาวขึ้น                                    9. พอใจคนที่ตามใจ
5. ร้องเพลงง่ายๆ และทำท่าทางเลียนแบบ  10. มีช่วงความสนใจสั้น (5-10 นาที)


การเรียนรู้การคิดการปฏิบัติจริง

1. การเรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5
2. พัฒนาทักษะการเปรียบเทียบ จำแนก
3. กิจกรรมโครงการต่างๆ 


ทฤษฎีการเรียนรู้

1. พาฟลอฟ       >>  ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคของพาฟลอฟ 
2. วัตสัน             >> ความรู้สึกบางอย่างมีมาตั้งแต้กำเนิด เช่น ความรัก, ความกลัว,
                               ความโกรธ 
3. ดิวอี้                >> เด็กเรียนรู้โดยการกระทำ
4. สกินเนอร์       >> การเสริมแรง 
5. เปสตาลอชชี่  >> การอบรมเลี้ยงดู, การยอมรับความแตกต่างของเด็ก 
6. เฟรอเบล        >> การส่งเสริมพัฒนาการตาธรรมชาติของเด็กด้วยการกระตุ้น
                                 ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างเสร๊  

สรุป

              พัฒนาการให้ครบทุกพัฒนาการ เน้นให้เด็กช่วยเหลือตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสุข กิจกรรมที่จัดต้องมีความสมดุล ยึดเด็กเป็นสำคัญ และต้องประสานสัมพันธ์กับครอบครัว และชุมชน



สรุปการเรียนในวันนี้เป็น Mind map ได้ดังนี้





การนำไประยุกย์ใช้

>> สามารถจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กปฐมวัยได้พัฒนาครบทั้ง 4 ด้าน
>> ให้กำลังใจแก่เด็ก ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ให้คำชมเชยหรือ ให้รางวัล
     เพื่อเป็นการเสริมแรงทางบวก ตามทฤษฎีของสกินเนอร์
>> จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริง อย่างอิสระ เกิดความ
       สนุกสนานและมีความสุขในการเรียน

เทคนิกในการสอน

>> ทักษะในการใช้คำถามปลายเปิด
>> นักศึกษาทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น
>> ในการจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้รับพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน
>> ทักษะในการใช้เทคโนโลยี
>> ทักษะการต่่อยอดความรู้เดิมกับความรู้ใหม่

การประเมินการเรียนการสอน

>> ประเมินตนเอง     : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งการถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน
                                    ตอบคำถาม ร่วมแสดงความเห็น และจดบันทึก
>> ประเมินเพื่อน       : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ทุกคนร่วม
                                      แสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงความรู้ได้ดี
>> ประเมินอาจารย์   : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเหมาะสม มีเทคนิก
                                     ในการสอนโดยใช้คำถามถามปลายเปิด ให้นักศึกษาทุกคนได้
                                     ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น ให้คำแนะนำในการจัด
                                     การเรียนการสอนให้แก่เด็กปฐมวัย



วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 2

บันทึกการเรียนครั้งที่ 2 

วันพฤหัสบดีที่ 28 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2557


เนื้อหาในวันนี้เกี่ยวกับพัฒนาการ และการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย 

พัฒนาการ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางด้านร่างกาย อามรมณ์ สังคม และสติปัญญา 

พัฒนาการจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน อย่างต่อเนื่อง โดยมีวัย (อายุ) เป็นตัวกำกับ 

พัฒนาการเป็นตัวบอกความสามารถของเด็ก หรือสิ่งที่เดฌกทำได้

การเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อการมีชีวิตรอดในสังคม

ครู หรือผู้ดูแลเด็กจะต้องรู้พัฒนาการของเด็กเพื่อจัดประสบการณ์ และการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก

วิธีการเรียนรู้  การเล่น >>  ลงมือทำกับวัตถุ หรือกิจกรรมด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทั้งแบบเป็นทางการ คือครูวางแผนมีการทดลอง และไม่เป็นทางการ คือ เด็กเล่นของเล่นอย่างอิสระเด็กได้มีโอกาสเลือกหรือตัดสินใจด้วยตนเอง

การเลือกเรื่องที่จะนำมาสอนเด็ก : เรื่องที่เด็กสนใจ, เรื่องที่ใกลเตัวเด็ก, เรื่องที่มีผลกระทบ

ทฤษฎีด้านสิติปัญญา โดยเพียร์เจต์ และบรูเนอร์



สรุปการเรียนในวันนี้เป็น Mind map ได้ดังนี้





                                                  การนำไปประยุกต์ใช้ 
                   >> สามารถจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้พัฒนาอย่างองค์รวม
                   >> สามารถออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็ก
                   >> สามารถเลือกเรื่องที่จะนำมาสอนเด็กได้อย่างเหมาะสม



                                                  เทคนิกในการสอน

                  >> ทักษะในการใช้คำถามกับเด็ก
                 >> เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิด อย่างสร้างสรรค์
                 >> ทักษะการใช้เทคโนโลยี 
                 >> ทักษะในการสอน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่นของเด็ก

การประเมินการเรียนการสอน

>> ประเมินตนเอง     : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งการถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน
                                   ร่วมแสดงความเห็น และจดบันทึก
>> ประเมินเพื่อน       : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ทุกคนร่วม
                                    แสดงความคิดเห็น ตอบคำถามที่อาจารย์ถามได้ดี
>> ประเมินอาจารย์   : เข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายสุภาพเหมาะสม มีเทคนิก
                                   ในการสอนโดยใช้คำถามถามปลายเปิด ให้คำแนะนำ
                                   และได้อธิบายในเรื่องที่นักศึกษายังไม่เข้าใจ